ภูมิปัญญาท้องถิ่น สมุนไพรพื้นบ้านกำจัดแมลงวัน

ต้นกระถิน กำจัดแมลงวัน

ในสังคมเมืองทุกวันนี้ มีปริมาณขยะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ถึงแม้ว่าจะมีการบริหารจัดการที่ดีก็ตาม ยิ่งปริมาณพลเมืองมากเท่าไหร่ การกำจัดขยะให้หมดไปยิ่งยากมากขึ้น ทุกวันนี้ขยะจากบ้านเรือนจะมีเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เราไม่สามารถที่จะบริหารจัดการจัดได้หมด โดยเฉพาะสังคมที่ไร้ระเบียบ ดั่งเช่นสังคมไทย ผลกระทบของขยะ เหล่านี้นอกจากจะส่งกลิ่นเหม็นรบกวนแล้วยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคต่างๆ จากผลการสำรวจของชีวจิตโพล ที่สำรวจโดยการสุ่มตัวอย่าง จากคนที่มีอายุระหว่าง 15- 70 ปี จำนวน 400 คน พบว่า 80% ของคนเหล่านี้ได้รับความเดือดร้อนจากขยะและมีความเห็นว่า  การกำจัดขยะของพนักงานกำจัดขยะในเขตกรุงเทพมหานคร และเขตเทศบาลยังขาดประสิทธิภาพ อีกทั้งพนักงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ไม่มีความรู้ในเรื่องการจัดเก็บและกำจัดขยะที่ถูกต้อง  นอกจากนี้โพลยังระบุด้วยว่า คนในสังคมไทยรู้ว่าขยะที่ทิ้งก่อให้เกิดโรคแต่ไม่ทราบว่าขยะนั้นส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อร่างกายถึงร้อยละ 92.3 โดยโรคภัยที่มาจากขยะ 4 อันดับแรก ได้แก่ ท้องร่วง ท้องเสีย โรคภูมิแพ้ คลื่นไส้อาเจียน ล้วนแต่มีแมลงวันเป็นพาหะนำโรค แมลงวันเป็นพาหะที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆมากมาย จากสถิติของกระทรวงสาธารณะสุขพบว่าในปัจจุบันมีผู้ป่วย จากโรคดังกล่าวเป็นจำนวนมากบวกกับอากาศในประเทศไทยเป็นแบบร้อนชื้นมีส่วนทำให้การแพร่พันธุ์ของแมลงวันรวดเร็ว  โดยทั่วไปประชาชนส่วนใหญ่จะนิยมกำจัดแมลงวันโดยใช้สารเคมีซึ่งเป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดสารเคมีตกค้างในสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญยังสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายอีกด้วย

กระถิน

มีผู้คิดค้นวิธีการกำจัดแมลงวันด้วยวิธีต่างๆ เช่น ใช้กาวดักแมลงวัน หรือการประกอบขวดให้เป็นรูปร่างต่างๆ เพื่อเป็นกับดักแมลงวัน แต่มีน้อยคนที่หันกลับไปมองภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยที่สามารถเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการทดแทนการใช้สารเคมี  เช่นภูมิปัญญาท้องถิ่นเรื่องการใส่กระถินเข้าไปในปลาส้มแล้วสามารถป้องกันการเกิดหนอนแมลงวันได้  โดยรวบรวมโครงการ หรืองานทดลองต่างๆที่เกี่ยวข้องกับกระถิน และแมลงวันโดยผู้เขียนได้เรียบเรียงถึงพัฒนาการในการคิดค้นเมล็ดกระถิน เพื่อนำมาใช้ไล่แมลงวัน เรียงตามลำดับได้ดังนี้

%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b4%e0%b8%99

  1. นำส่วนต่างๆ ของกระถิน (เมล็ดแก่ เมล็ดอ่อน เมล็ดสุก ใบ และดอก) มาคั่วและบดให้ละเอียดมาโรยบนอาหาร  จากผลการทดลองพบว่า ส่วนต่างๆของกระถินนั้นได้ผ่านการให้ความร้อน(การคั่ว) และการบดละเอียดพบว่ายังคงมีสารออกฤทธิ์สามารถป้องกันการตอมของแมลงวันได้  โดยการทดลองมีการเปรียบเทียบกับอาหารจานที่ไม่ได้โรย ส่วนต่างๆ ของกระถินคั่ว โดยทิ้งไว้ในกรงดักแมลงวัน 24 ชั่วโมง โดยสังเกตจากปริมาณแมลงวันที่มาตอม  และจำนวนหนอนแมลงวัน วิธีนี้คล้ายกับภูมิปัญญาท้องถิ่น
  2. จากข้อแรกก็พัฒนาการทดลองกลายเป็นการทดลองที่เน้นการสกัดสารจากเมล็ดกระถิน โดยนำเมล็ดกระถินแก่ไปคั่วแล้วบดให้ละเอียด แล้วมาแช่ในสารละลาย คือ น้ำ, เฮกเซน, เอทิลแอลกอฮอล์ และสารสกัดด้วยไอน้ำ
  3. การศึกษาความเข้มข้นที่เหมาะสมของสารสกัดจากเมล็ดกระถินด้วยเอทิลแอลกอฮอล์ เป็นการพัฒนาต่อยอดจากการทดลองที่ 2 ที่ค้นพบว่า เอทิลแอกอฮอลล์ เป็นตัวทำปฏิกิริยาที่ดีที่จะสามารถนำสารสกัดจากกระถินได้ดีกว่าสารละลายตัวอื่นๆ แต่ครั้งนี้เป็นการศึกษาสัดส่วนของเอทิลแอลกอฮอล์ที่มีผลต่อปริมาณสารสกัดที่ได้จากผงกระถินและมีความสามารถในการป้องกันแมลงวันพบว่า ได้สารที่ออกฤทธิ์ดีที่สุดเมื่อใช้ความเข้มข้นของเอทิลแอลกอฮอล์ 10% และยังค้นพบว่าปริมาณกระถินที่เหมาะสมในการทดลองครั้งนี้คือ กระถิน 20 กรัมต่อปริมาณเอทิลแอลกอฮอล์ 150 ซีซี
  4. ศึกษาผลของเมล็ดกระถินต่อแมลงวันชนิดต่างๆ พบว่าสารเคมีที่สกัดได้จากเอทิลแอลกอฮอล์มีเพียงคุณสมบัติในการไล่แมลงวันบ้าน แมลงวันหัวเขียว แต่ไม่มีคุณสมบัติในการไล่แมลงวันผลไม้
  5. เป็นการศึกษารูปแบบการนำมาประยุกต์ใช้ พบว่าการประยุกต์ใช้กระถินในการไล่แมลงวันโดยใช้ผงกระถินและใช้เครื่องระเหยสารผสมสารกระจายกลิ่น (เมนทอล) โดยนำเครื่องระเหยสาร, ใช้ความร้อนจากไฟฟ้า (เครื่องไล่ยุงชนิดไฟฟ้า) จะสามารถไล่แมลงวันได้ดีที่สุด

จากการทดลองด้วยวิธีต่างๆที่ได้รวบรวมมา จะเห็นได้ถึงพัฒนาการของการทดลองวิธีการไล่แมลงวันโดยใช้กระถิน ซึ่งสามารถต่อยอดให้เป็นการผลิตถึงขั้นระดับอุตสาหกรรมได้

วิธีกำจัดแมลงวันให้ได้ผลมากที่สุด

       เมื่อพูดถึง ‘แมลงวัน’ สิ่งแรกที่ทุกคนสัมผัสได้คือ สร้างความรำคาญ พ่วงมาด้วยความสกปรก เรามักจะเจอเจ้าพวกนี้ตามอาหารสดที่รับประทาน หรือของเน่าเปื่อยตามกองขยะ เป็นต้น ซึ่งแมลงวันนั้นสามารถนำพาเชื้อโรคมายังมนุษย์ได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นโรคบิด อาหารเป็นพิษ ไปจนถึงอหิวาตกโรค อาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะใช้วิธีฆ่าแมลงวันด้วยมือเปล่าเหมือนกับการตบยุง เพราะแมลงวันนั้นมีดวงตาที่เห็นความเคลื่อนไหวได้เร็วกว่าคนถึง 7 เท่า ภาพที่แมลงวันเห็นจะกลายเป็นภาพ Slow motion เมื่อเทียบกันมุมมองของคน เพราะเหตุนี้มันจึงรอดเงื้อมมือเราได้ตลอด เรามีวิธีที่จะกำจัดแมลงวันที่อยู่รอบตัวง่ายๆ มาแนะนำกันค่ะ

%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2 ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์

แมลงวันจะวางไข่ตามสถานที่ชื้นแฉะและมีอาหารพอให้กับตัวหนอนแมลงวัน นั่นก็คือเศษซากสัตว์ เศษอาหารเน่าเสีย กองขยะ หรือกองมูล เมื่อรู้สถานที่เพาะพันธุ์แล้ว เราจึงจำเป็นต้องรักษาความสะอาดบริเวณเหล่านั้นอยู่เสมอ สำหรับขยะของเสียจำพวกเศษอาหารควรแยกใส่ถุงมัดปากให้มิดชิด ก่อนการทิ้งลงถัง เพื่อป้องกันการเข้าถึงของแมลงวัน  วิธีนี้ถือว่าเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม

กำจัดหนอนแมลงวัน

ถ้าวิธีแรกไม่ทัน มีการวางไข่จนเกิดเป็นตัวอ่อนของแมลงวันซะแล้ว นั่นก็คือหนอนแมลงวันนั่นเอง เราสามารถใช้ปูนขาวหรือเกลือโรยไปที่หนอนแมลงวัน ความชื้นจะถูกดูดออก ทำให้พวกมันเข้าสู่ภาวะขาดน้ำ และตายในที่สุด ถ้าปูนขาวหายากไป น้ำส้มสายชูที่เราใช้กันในครัวก็สามารถใช้ได้เช่นกัน โดยนำมาผสมกับน้ำเปล่า ราดไปบริเวณที่หนอนแมลงวันอาศัย พวกมันจะไม่มาเพาะพันธุ์ในบริเวณนั้นซ้ำอีก

ไล่เหล่าแมลงวัน

ขั้นสุดท้ายแห่งการเยียวยาตัวปัญหา มาถึงขั้นตอนนี้อาจเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ทำได้เพียงไล่มันให้พ้นไป หรือฆ่ามันทิ้งเสียเลย

  1. ใช้น้ำมันลาเวนเดอร์ โดยวางฟองน้ำไว้ในจาน หยดน้ำมันลาเวนเดอร์ลงไป 1 ช้อนชา ตามด้วยน้ำต้มเดือด 2 ช้อนโต๊ะ ในแต่ละวันคอยเติมน้ำร้อนเล็กน้อยเพื่อให้น้ำมันระเหย ส่วนน้ำมันลาเวนเดอร์คอยเติมสัปดาห์ละครั้งก็พอ เพียงเท่านี้กลิ่นของน้ำมันก็จะช่วยขับไล่แมลงวันแล้ว
  2. ใช้สมุนไพร เช่น ใบโหระพา ใบกะเพรา หรือใบสะระแหน่ แมลงวันไม่ชอบกลิ่นฉุนของสมุนไพรจำพวกนี้ นอกจากจะปลูกไว้ใช้เป็นวัตถุดิบในการทำอาหารแล้ว ยังสามารถนำมาตั้งไว้ตามประตูบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงวันเข้ามาภายในบ้านอีกด้วย
  3. สร้างกับดัก โดยทำน้ำเชื่อม เทใส่ไว้ในแก้ว 1 ใบ ประมาณ ¼ ของแก้ว จากนั้นนำกระดาษมาตัดทำเป็นกรวยกะขนาดปากกรวยให้ไม่จมลงไปกับปากแก้ว ตัดด้านปลายแหลมของกรวยประมาณ 1 ซม. และวางกรวยลงในแก้วโดยที่ปลายกรวยจะต้องไม่โดนน้ำเชื่อม แมลงวันจะบินเข้าหาน้ำหวาน และติดเข้ากับความเหนียวน้ำเชื่อม ทำให้ไม่สามารถบินกลับขึ้นมาได้อีก
  4. ใช้ถุงน้ำ วิธีนี้อาจจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี และนิยมใช้กันอย่างมาก เพราะมีให้เห็นตามร้านอาหาร ร้านส้มตำ หลายร้านซึ่งเป็นวิธีที่ถูกต้องและได้ผลทีเดียว เพียงมีถุงพลาสติกใส กรอกน้ำลงไป มัดปากถุง แล้วแขวนเอาไว้ แมลงวันก็เผ่นกันให้ไวแล้วล่ะ สาเหตุก็คือ แมลงวันนั้นมีประมาณ 8,000 เลนส์อยู่ในดวงตาแต่ละข้าง ทำให้เห็นแสงสะท้อนมาจากถุงน้ำได้อย่างรวดเร็ว บ้างก็ว่าแมลงวันจะมองเห็นเป็นใยแมลงมุม จึงหลีกเลี่ยงที่จะเข้าใกล้สิ่งเหล่านี้ แต่มีข้อจำกัดที่ต้องห้อยถุงน้ำให้ใกล้พอสมควร หากห้อยไกลไปก็ใช้ไม่ได้ผล
  5. สำหรับท่าที่ไม่มีเวลาทำกับดักแมลงวันด้วยตัวเอง ก็สามารถหาซื้อได้จากท้องตลาด มีด้วยกันหลากหลายรูปแบบทั้งแบบ กาวพันไม้, แบบเทปกาวแขวน, ฯลฯ แต่กับดักที่ใช้ดี และแนะนำเลยคือ แผ่นกาวดักแมลงวัน เนื่องจากกับดักดังกล่าวใช้งานง่าย เพียงนำกับดักไปวางในที่ๆมีแมลงวันชุกชุม ตามธรรมชาติของแมลงวันจะชอบบินมาเกาะตามโต๊ะ พื้น หรือที่ๆเป็นแหล่งอาหารอยู่แล้ว แมงวันก็จะมาติดกาวเหนียวในแผ่น และไม่สามาถบินหนีไปไหนได้อีก เมื่อใช้งานเสร็จก็พับแผ่นกาวแล้วโยนทิ้งถังขยะได้เลย
  6. สร้างกับดักเองด้วยวิธีของชาวอิงแลนด์ที่ใช้ในการกำจัดแมลงวันผลไม้ ตั้งแต่ปี 1850 โดยใช้นมสด 1 แก้ว น้ำตาลทรายแดง และผงพริกไทยดำอีกเล็กน้อย นำส่วนผสมทั้งหมดลงไปเคี่ยวไปกระทะเป็นเวลา 10 นาที เทไว้ในจานก้นตื้น และนำอาหารวางล่อไว้ข้างๆ แมลงวันก็จะจมลงยังกับดักของเราอย่างง่ายดาย อาจจะเพิ่มสบู่เหลวลงไปอีกเล็กน้อยเพื่อให้ได้ผลที่ดีขึ้น

ทั้งหมดนี้เป็นวิธีกำจัดแมลงวันง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถกำจัดเหล่าแมลงวันคอยกวนใจให้หมดไปได้ ดีต่อใจแล้ว ยังดีต่อสุขอนามัยอีกด้วย

1466496538_201606211444465-20041022171637

บทบาทที่สำคัญของแมลงวัน

แมลงวันที่ชอบตอมสิ่งสกปรกนั้น ทางการแพทย์ถือว่าเป็นสัตว์ที่มีบทบาทในการแพร่กระจายเชื้อโรคต่างๆหลายชนิด อันได้แก่ แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา หรือแม้กระทั่ง หนอนพยาธิ ไม่เฉพาะแค่ระยะตัวเต็มวัยเท่านั้น แม้ในระยะตัวอ่อนก็สามารถก่อให้เกิดโรคได้ โดยแมลงวันตัวเต็มวัยไปวางไข่ในเนื้อเยื่อของผู้ป่วยที่เป็นแผล แล้วเจริญเติบโตในเนื้อเยื่อนั้น โดยอาศัยการดูดกินน้ำหนอง น้ำเหลือง ที่ออกมาจากแผลผู้ป่วย

แมลงวันหัวเขียว

แมลงวัน (Flies) มีลักษณะที่สำคัญอยู่ 3 ส่วน ได้แก่  ส่วนหัว อก และ ท้อง  โดยทั้ง  ส่วนนี้จะแบ่งแยกกันอย่างชัดเจน  ส่วนหัวนั้นประกอบด้วยตาที่มีขนาดใหญ่ และปากที่มีลักษณะแบบดูดซับ (sponging type)   แมลงวันนี้จะมีปีกเพียง 1 คู่ ลายบนปีกจะมองด้วยตาเปล่าชัดเจน ลำตัวจะมีขนปกคลุมเป็นจำนวนมาก   แมลงวันที่พบเกี่ยวข้องกับคน และสัตว์มาก ในประเทศไทยมี 4 ชนิด ได้แก่  แมลงวันบ้าน (Muscidae) แมลงวันหัวเขียว (Calliphordae) แมลงวันหลังลาย (Sarcophagidae)  และแมลงวันดูดเลือด (Tabanidae)   จากการสำรวจพบว่าประเทศไทยมีรายงานว่าในเขตชุมชน จะมีแมลงวันบ้าน มากที่สุด สำหรับ แมลงวันหัวเขียว จะพบ ในเขตป่าละเมาะ มากที่สุด

วงจรชีวิตของแมลงวันจะมีวงจรชีวิตแบบสมบูรณ์ (Complete metamorphorsis) โดยมีระยะการเจริญเติบโต 4 ระยะ คือ ระยะไข่ (Egg)  ระยะตัวหนอนหรือตัวอ่อน(Lava, Maggat) ระยะดักแด้ (Pupa) และระยะตัวเต็มวัย (Adult)  แต่การเติบโตในแต่ละระยะนี้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่ อุณหภูมิ ความชื้น แสงสว่าง และความอุดมสมบูรณ์ของอาหาร วิธีที่จะจัดการกับแมลงวันง่ายที่สุดคือใช้กับดักแมลงวันแบบต่างๆ ที่มีขายกันอย่างแพร่หลายในท้องตลาด ไม่ว่าจะเป็น แผ่นกาวดักแมลงวัน, กาวเขียวพันไม้, เทปกาว, ฯลฯ ให้เลือกใช้กันตามสะดวก

วงจรชีวิตแมลงวัน

แมลงวันส่วนใหญ่ จะเกี่ยวข้องกับสิ่งสกปรก และสามารถแพร่เชื้อเพื่อก่อโรคต่างๆหลายชนิด มาสู่คนได้ ในทางการแพทย์ แมลงวันจะเป็นพาหะมาสู่คนได้แบบเชิงกล (mechanical transmission) คือเชื้อจะติดมาตามขนที่อยู่บริเวณขาและตัวของมัน เมื่อแมลงวันบินไปตอมอาหารหรือภาชนะใส่อาหาร เชื้อโรคที่ติดมาจะปนเปื้อนลงในอาหารดังกล่าว  นอกจากนี้ อุปนิสัยแมลงวันยังชอบสำรอกอาหารที่มันกินเข้าไป หรือถ่ายอุจจาระไปทั่ว  และเมื่อคนรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไปก็จะติดเชื้อต่างๆได้   มีรายงานทางการแพทย์ที่ศึกษาเรื่องแมลงวันโดยเฉพาะยังพบว่า  แมลงวันที่มีขนาดใหญ่กว่ามีโอกาสก่อให้เกิดโรคต่างๆได้มากกว่าแมลงที่มีขนาดเล็ก ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าเชื้อโรคสามารถมีโอกาสเกาะติดไปกับตัวแมลงวันตัวใหญ่ได้เยอะกว่าแมลงตัวเล็ก

สืบจากศพ

แต่อย่างไรก็ดี แมลงวันก็ไม่ได้ให้โทษแก่มนุษย์เพียงอย่างเดียว หากมาพิจารณากันอีกด้านหนึ่ง ทางการแพทย์ยังได้รับประโยชน์จากแมลงวันโดยตรง โดยนำแมลงวันมาใช้ประโยชน์ในงานด้านนิติเวชศาสตร์ ในวิชา นิติกีฏวิทยา   (Forensic entomology)  เป็นวิชาที่นำเอาความรู้ทางด้านชีววิทยาของสัตว์จำพวกแมลงมาประยุกต์ใช้ประโยชน์เพื่อการพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์  ได้แก่ การประมาณเวลาตายของศพที่พบ  การระบุสถานที่ที่พบศพ   การพิสูจน์กรณีที่มีการเคลื่อนย้ายศพ  การหาหลักฐานเพื่อเชื่อมโยงกับผู้ต้องสงสัยในที่เกิดเหตุ (ในกรณีที่เป็นคดี อาชญากรรม) หรือแม้กระทั่งการหาระดับยาหรือสารพิษในศพผู้เสียชีวิต  บางท่านอาจสงสัยว่าเป็นไปได้อย่างไร  ก็ใช้หลักเกณฑ์และเหตุผลที่ผมได้กล่าวไปแล้วนั่นแหละครับ  การประมาณระยะเวลาในการตาย ทางการแพทย์ หรือภาษาแพทย์ เรียกว่า Postmorterm interval ย่อว่า PMI โดยหลักเกณฑ์ที่แพทย์นิติเวช หรือหมอชันสูตรศพ เอามาใช้ทั่วๆไป อาจประมาณการเวลาตายได้แม่นยำกรณีที่ ตายไม่เกิน 24 ชั่วโมงครับ เช่นดูการแข็งตัวของกล้ามเนื้อศพ ดูอุณหภูมิของศพ หรือการตกตะกอนของเม็ดเลือดในหลอดเลือดฝอยครับ แต่หากตายเกิน 24 ชั่วโมงมาแล้ว รถปอเต๊กตึ๊งมาส่งในลักษณะอืดบวมหนอนไต่ยั้วเยี้ย ก็เป็นเรื่องซิครับความแม่นยำของ PMI  ก็จะน้อยลง ดังนั้นจึงต้องอาศัยอย่างอื่นมาพิจารณาแล้วละครับ   เค้าก็เลยมีการศึกษาต่อครับ ประมาณว่าหากศพเน่า อะไรจะมาพบศพเป็นคนแรก คงต้องยกให้แมลงวันละครับ เนื่องจากกลิ่นศพจะดึงดูดแมลงวันให้กรูกันเข้ามา โดยจะพิจารณาระยะเวลาในการเติบโตและเปลี่ยนรูปร่างของแมลงวันที่เก็บได้จากศพ และในสถานที่เกิดเหตุเนี่ยแหละครับ อย่างที่บอกเอาไว้ข้างต้นว่า วงจรชีวิตของแมลงวันจะมีวงจรชีวิตแบบสมบูรณ์ และแบ่งเป็น 4 ระยะ แต่ละระยะก็มีเวลาเจริญเติบโตของมันเอง คุณหมอก็จะเปรียบเทียบนะซิครับว่า ไอ้ที่ติดกับศพมันคืออะไร ระยะไข่ ระยะหนอน หรือตัวดักแด้ ก็ประมาณการอย่างนั้นแหละครับ  เราเลยอ่านเจอะกันบ่อยๆไงครับว่าศพที่พบประมาณการณ์กันว่าเสียชีวิตกันมาแล้วกี่วัน เรื่องก็จบด้วยประการฉะนี้แล พอรู้อย่างนี้แล้วเด็กๆที่กำลังจบมอ 6 มีความคิดว่าในอนาคตจะเป็นแพทย์ละก็ คิดกันให้ดีๆนะครับ ไม่ได้เรียนเรื่องการรักษาโรคอย่างเดียวนะ …สิบอกหื้อ